เว็บบล็อกนี้ดีจริง

Search

Science

รายวิชา วิทยาศาสตร์


วิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวัน
รู้ไว้ใช้ประโยชน์ 
-น้ำที่ใส่ตุ่มไว้นานๆ อาจทำให้เกิดลูกน้ำได้ วิธีแก้ไม่ให้เกิดลูกน้ำ ให้เอาปูนแดง ที่ใช้กินกับหมาก ปั้นเป็นก้อนกลม และตากแดดให้แห้ง หลังจากนั้นจึงนำไปใส่ในตุ่มสัก 4-5 ก้อน น้ำในตุ่มจะไม่เป็นลูกน้ำอีกเลย
-ตู้เสื้อผ้าที่ทำด้วยไม้ มักจะถูกพวกแมลงต่างๆ มารบกวน เพื่อป้องกันความ ยุ่งยาก จากแมลงเหล่านี้ ใช้ผ้าขี้ริ้วชุบน้ำมันสน รองพื้นตู้ที่ติดกับพื้นห้องเอาไว้โดยรอบ จะทำให้แมลงหนีไป
-ใช้ยาสีฟันขัดเครื่องใช้ที่ทำด้วยแสตนเลส เช่น ช้อนส้อม ชาม จาน โดยเฉพาะ บริเวณลวดลาย ที่ด้ามช้อนส้อม จะช่วยให้สะอาดขึ้น
-ก้านดอกไม้สั้น ให้ใช้หลอดดูดน้ำหวานเสียบต่อจากปลายก้าน แช่ในน้ำ จัดใส่ แจกันเหมือนดอกไม้ ก้านยาว ดอกไม้จะดูดน้ำขึ้นไปตามหลอดดูด
-ใช้น้ำสารส้มผสมกับเบียร์ทากระจกที่มัวเป็นฝ้า แล้วขัดด้วยกระดาษ หนังสือพิมพ์ กระจกจะใสเป็นเงา
-แปรงทุกชนิด เมื่อใช้แล้วควรวางตะแคงข้าง หรือแขวนห้อย อย่าวางหงาย เพราะขนแปรงจะร่วงเร็ว
-ชามหล่อขาตู้น้ำกับข้าว ควรหยดน้ำมันก๊าด หรือน้ำมันขี้โล้เล็กน้อย จะกันยุง แมลง และมด ไต่บนผิวน้ำ ไปขึ้นตู้กับข้าว 
-รอยสนิมบนเสื้อผ้า สามารถลบออกได้ โดยใช้เกลือผสมน้ำมะนาว ถูทาก่อน ซักน้ำธรรมดา แล้วนำไปตาก ให้แห้งกลางแดด
-ถ้าประตูฝืด มีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด แทนที่จะใช้น้ำมันหยด ให้ใช้น้ำสบู่เหลวๆ หยดลงบนบานพับ ความฝืดก็จะหายไป และสามารถล้างให้สะอาดได้ง่ายกว่าน้ำมัน
-ถ้าล้างแก้วน้ำแล้ว ไม่สะอาดสมใจ ให้ใช้น้ำส้มสายชูล้างอีกครั้ง จะทำให้ แก้วใสขึ้น




โครงงานวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

เรื่อง ผ้าสวยด้วยขมิ้นจากธรรมชาติ


คำนำ


โครงงานเรื่อง ผ้าสวยด้วยขมิ้นจากธรรมชาติ จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีต้องอาศัยกระบวนการ

ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ  กระบวนการกลุ่มร่วมแรงร่วมใจกันระหว่างนักเรียน 

ครู ชุมชน สร้างนวัตกรรมเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นมีอยู่ คือ การ

สร้างผ้าที่มีความสวยงามจากสีที่ธรรมชาติให้มาและสามารถหาวัสดุธรรมชาติได้ในท้องถิ่น

มาสกัด ผสมเป็นส่วนประกอบของ การย้อมผ้า ทำให้ผ้าที่ได้มีสีสันสวยงามดึงดูดความสนใจ  

ซึ่งช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน วัสดุส่วนหนึ่งนั้นสามารถหาได้จาก

ธรรมชาติ ในชุมชน บูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาในท้องถิ่น นำสมุนไพรหาได้ในท้องถิ่นมาสกัดสี 

ผสมเป็นส่วนประกอบของการย้อมผ้าอย่างสมดุล
คณะผู้จัดทำ


บทคัดย่อ
                 ในปัจจุบันโลกของเรามีมลพิษจำนวนมาก โลกร้อนเนื่องจากในทุกวันนี้มีการใช้เทคโนโลยี

มาช่วยในการผลิตมากขึ้น รวมทั้งในการย้อมผ้า ซึ่งมีการใช้สีสังเคราะห์และสารเคมีในการย้อมผ้าซึ่งเป็น

อันตรายทั้งในการย้อมผ้าและสวมใส่
            
 เราย้อมผ้าด้วยวิธีแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีการย้อมที่ง่ายและสะดวกโดยการใช้วัสดุที่หาง่ายใน

ท้องถิ่นเพื่อลดมลพิษที่มีอยู่ในปัจจุบัน


โครงงานวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

เรื่อง ผ้าสวยด้วยขมิ้นจากธรรมชาติ

บทที่ 1
บทนำ

ที่มาและความสำคัญ
             
โครงงานชิ้นนี้เป็นสาระหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้า

เรื่อง การย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ (เนื่องจากปัจจุบันผ้าส่วนใหญ่มักถูกย้อมด้วยสีสังเคราะห์ทำให้มีสารเคมี

ตกค้าง) คณะผู้จัดทำจึงมีแนวคิดในการนำวัสดุตามธรรมชาติมาย้อมผ้าเพื่อลดปริมาณสารเคมีตกค้าง 

โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายและมีสีสวยอย่าง ขมิ้น มาใช้ในการย้อมสี โดยเปรียบเทียบว่า สารช่วยย้อมใดจะ

ช่วยให้สีย้อมติดทนนานและมีสีที่เข้ม และเปรียบเทียบว่าผ้าชนิดใดที่ย้อมติดสีได้ดีที่สุดเพื่อให้ได้ผ้าย้อม

จากธรรมชาติที่มีสีสวยจึงได้จัดทำโครงงานนี้ขึ้น

จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า

             1. เพื่อศึกษาวิธีการย้อมผ้าจากขมิ้น

             2. เพื่อนำภูมิปัญญาชาวบ้านหรือศึกษาจากรุ่นพี่ที่ผ่านมา มาใช้ให้เกิดประโยชน์

             3. เพื่อนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการย้อมผ้า

สมมุติฐานของการศึกษา

             1. ผ้าฝ้ายดิบน่าจะให้สีของขมิ้นติดผ้ามากกว่าผ้าไนลอน

2. น้ำปูนขาวน่าจะเป็นสารช่วยย้อมได้ดีกว่าน้ำมะนาว

ขอบเขตของการศึกษา

การศึกษาเรื่องการย้อมผ้าโดยสีจากธรรมชาติครั้งนี้ศึกษาเฉพาะการทดลองย้อมสีจาก

ธรรมชาติโดยใช้ผ้าฝ้ายดิบ ผ้าไนลอน และการทดลองเปรียบเทียบการใช้สารช่วยย้อม คือ น้ำ

ปูนขาวกับน้ำมะนาว 


บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ขมิ้น (Turmeric)

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขมิ้น

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

ชื่อสามัญ Turmeric

อาณาจักร Plantae

วงศ์  Zingiberaceae
ชื่อวิทยาศาสตร์  Curcuma longa Linnaeus
ชื่ออื่น  ขมิ้นแกง (เชียงใหม่ขมิ้นชัน (กลาง,ใต้) ขมิ้นหยอก (เชียงใหม่) ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้น (ตรัง,ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยงกำแพงเพชรสะยอ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอนและ หมิ้น (ตรัง,ใต้)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ขมิ้นเป็นพืชล้มลุกในวงศ์ขิง มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีสีเหลืองเข้ม จนสีแสดจัด

รสและสรรพคุณยาไทย
เหง้าของขมิ้นมีรสฝาด กลิ่นหอม สามารถเก็บมาใช้เมื่อมีช่วงอายุ 9-10เดือน มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และ มีฤทธิ์ในการขับน้ำดี น้ำมันหอม-ระเหย ในขมิ้นชันมีสรรพคุณบรรเทา อาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุดเสียด แก้โรคผิวหนัง ขับลม แก้ผื่นคัน แก้ท้องร่วง อาจช่วยรักษาโรครูมาตอยด์ได้ยังไม่ยืนยันแน่ชัด
วิธี ใช้ประโยชน์
อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด และอาหารไม่ย่อยทำโดยล้างขมิ้นให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัดสัก 1-2 วัน บดให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดปลายนิ้วก้อย กินครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3 -4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน แต่บางคนเมื่อกินยานี้แล้วแน่นจุกเสียดให้หยุดกินยานี้
คุณค่าทางอาหาร
เหง้าขมิ้นพบว่ามี วิตามิน เอ วิตามิน ซี นอกจากนั้นยังมีเกลือแร่ต่างๆ                        อีกพอสมควร เป็นเครื่องปรุงรส แต่งสีได้ดีมาก
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
เหง้าขมิ้นมีสารประกอบที่สำคัญ เป็นน้ำมันหอมระเหย "เอสเซนเซียล" และในเหง้ายังมีสารสีเหลืองส้ม ที่ทำให้ขมิ้นได้ชื่อว่า Curcumin จากการทดลองพบว่าขมิ้นสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดอาการอักเสบ มีฤทธิ์ในการขับน้ำได้ดี น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นมีสรรพคุณรักษาปวดท้องเสียด ท้องอืด แน่นจุกเสียด ขมิ้นไม่มีพิษเฉียบพลัน มีความปลอดภัยสูง
รู้จักพืชที่ชื่อขมิ้นอันหลากหลาย
              คนไทยเรียกชื่อพืชขึ้นต้นด้วยคำว่า ขมิ้นมากมายหลายชนิด มีทั้งหัวไม้พุ่มและไม้เถา รวมมากกว่า 15 ชนิด ในที่นี้จะยกมาเฉพาะที่เป็นพืชหัวเพียงสามชนิด เพราะเป็นขมิ้นที่คนไทยคุ้นเคยและใช้ประโยชน์มากที่สุด ได้แก่
ก. ขมิ้นชัน บางทีเรียกขมิ้นแดง หรือว่างนางคำ ภาคใต้เรียก มิ่น หรือขี้มิ่น ภาษาอังกฤษเรียก Cur-Cuma หรือ Turmeric ชื่อทางพฤกษาศาสตร์คือCurcuma longa Linn. เป็นพืชหัวลง อายุหลายปี ลำต้นอยู่ใต้ดิน ชูก้านใบขึ้นมาเป็นลำดับเทียม ใบคล้ายพุทธรักษา กลางใบมีสีแดงคล้ำ งอกงามในฤดูฝน ถึงฤดูแล้งใบจะโทรม แห้งเหี่ยว เหลือแต่หัว(ลำต้น)อยู่ใต้ดิน และงอกใหม่ในฤดูฝน หรือหัวเหง้า(ลำต้น) ใต้ดิน มีลักษณะอ้วนสั้นและแตกแขนง เนื้อในสีเหลืองจำปา (ปนแสด) มีกลิ่นฉุน
ข. ขมิ้นอ้อย บางทีเรียกขมิ้นหัวขึ้นหรือว่านเหลือง ภาคเหนือเรียกขมิ้นขึ้น ภาษาอังกฤษเรียก Ze-deory ชื่อทางพฤกษาศาสตร์คือ Curcuma zedoria Roscoe  มีลักษณะคล้ายขมิ้นชัน ต่างกันตรงใบของขมิ้นอ้อยมีขนนิ่มที่ด้านล่าง หัวหรือเหง้า (ลำต้น) ใต้ดินของขมิ้นอ้อยมีขนาดใหญ่กว่าเนื้อในมีสีเหลืองอ่อนกว่าและกลิ่นฉุนน้อยกว่าขมิ้นชัน หัวหรือเหง้ามักโผล่พ้นดินจึงเรียกขมิ้นหัวขึ้น
ค. ขมิ้นป่า บางทีเรียกขมิ้นขาวชื่อทางพฤกษาศาสตร์คือ Curcuma parviflora Wall. ลักษณะคล้ายขมิ้นชัน แต่เนื้อในสีขาวอมเหลืองอ่อนกลิ่นน้อย นิยมใช้เป็นผัก มีสำนวนไทยโบราณสำนวนหนึ่งที่ยังนิยมใช้จนถึงทุกวันนี้นั่นคือ สำนวน ขมิ้นกับปูน ซึ่งหมายความว่าไม่ถูกกัน หรือชอบวิวาทกันอยู่เสมอเมื่ออยู่ใกล้กัน สำนวนนี้คำไทยสังเกตจากคุณสมบัติของขมิ้นกับปูนนั่นเอง กล่าวคือ ขมิ้นมีฤทธิ์เป็นกรด ส่วนปูนมีฤทธิ์เป็นด่าง เมื่อมาผสมกันเข้าก็เกิดปฏิกิริยาขึ้น เปลี่ยนขมิ้นจากสีเหลืองและปูนสีขาวกลายเป็นสีแดง ซึ่งก็คือ ปูนแดงที่ใช้กินกับหมากนั่นเอง น่าสังเกตว่าพวกแขก (อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา) ซึ่งนิยมกินหมากและคงเป็นผู้เผยแพร่การกินหมากให้คนไทย) เขาใช้ปูนขาวกินกับหมาก แต่คนไทยใช้ปูนแดง (ปูนขาวและขมิ้น) แทน เพราะปูนแดงไม่กัดปากเหมือนปูนขาว (ที่มีฤทธิ์เป็นด่างมาก) ปูนแดงจึงเป็นภูมิปัญญาของไทยที่ใช้ประโยชน์จากปูนขาวและขมิ้นที่แขกก็มี แต่ไม่รู้จักนำมาใช้ประโยชน์เหมือนคนไทย  เมื่อถูกแมลงสัตว์กัดต่อยหรือเป็นผดผื่นคัน คนไทยแต่ก่อนนิยมใช้ปูนแดงทารักษาอาการดังกล่าว ปูนแดงจึงเป็นปูนสารพัดประโยชน์ เช่นเดียวกับขมิ้นซึ่งใช้กินก็ได้ทาก็ได้ เหมือนยาโบราณบางชนิดที่เขียนในสมุดข่อยว่า กินกได ทากได นั่นเอง ขมิ้นให้ประโยชน์ได้มากมายรอบด้าน แต่กลับเป็นพืชที่ปลูกง่ายอย่างยิ่ง เพียงแต่นำเหง้า (หรือหัว) ของขมิ้น มาปลูกลงดินในช่วงต้นฤดูฝน แล้วเก็บหัวขมิ้นมาใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง (หมดฝนแล้ว ประมาณเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป) หรืออาจปลูกในกระถางก็ได้ เพราะขนาดของขมิ้นไม่ใหญ่โตนัก รูปทรงใบก็งดงาม ใช้ประดับบ้านได้ จึงน่าปลูกเอาไว้ใช้ประโยชน์เช่นเดียวกับพืชพื้นบ้านอีกหลายชนิด ซึ่งไม่เหลือปากว่าแรงแต่อย่างใดเลย
              ขมิ้นทั้งสามชนิดนี้ยกมาข้างต้นนั้นล้วนมีบทบาทสำคัญในตำรับอาหารไทยมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเริ่มจากขมิ้นขาว ซึ่งนิยมนำหัวหรือเหง้ามา เป็นผักโดยเฉพาะจิ้มน้ำพริกหรือปลาร้า ส่วนขมิ้นชันและขมิ้นอ้อย นั้นไม่นิยมกินเป็นผักโดยตรง แต่นำไปประกอบอาหารโดยเป็นส่วนประกอบของแกงบางชนิด เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา (หรือพุงปลา) แกงคั่ว แกงแขก แกงกอและ ฯลฯ ของภาคใต้ แกงส้มของจังหวัดเชียงราย แกงเผ็ดป่าของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น แกงเหล่านี้ล้วนใช้ขมิ้นชัน เป็นเครื่องปรุงด้วยกันทั้งสิ้น นอกจากนี้ในข้างแขกและข้าวหมกไก่ ก็ใช้ขมิ้นชัน ส่วนข้าวเหนียวเหนียวหน้ากุ้งและขนมเบื้องญวนใช้ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชันใช้แต่งสีเนย เนยแข็งมัสตาร์ด และอาหารอื่นๆ อีกมากมาย เพราะนอกจากให้สีเหลืองแล้วยังมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคกันบูดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของผงกะหรี่ Curry Poder ซึ่งนิยมใช้ปรุงอาหารหลายชนิด เช่น แกงกะหรี่ ข้าวผัดกะหรี่ ฯลฯ
             นอกจากโดดเด่นด้านอาหารแล้ว ขมิ้นยังรู้จักกันดีในฐานะสมุนไพรที่ใช้อย่างแพร่หลายในชีวิตคนไทย โดยเฉพาะขมิ้นชันและขมิ้นอ้อย 
 ขมิ้นชัน ใช้กินเป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องร่วง แก้ท้องขึ้น ทำให้ผายลมแก้ท้องมาน รักษาแผลในกระเพาะอาหารและแก้ไข้ ภายนอก ใช้ดมแก้หวัดคัดจมูก ทาตัวแก้โรคผิวหนังผื่นคันหุงในน้ำมันเป็นยาสมานแผล ผสมปูนทาแก้ฟกช้ำดำเขียว  ขมิ้นอ้อย ใช้กิน แก้ท้องร่วงรักษาลำไส้ คุมยา-ถ่ายไม่ให้ระบายมากเกินไป แก้ปวดท้อง ขับลม แก้อาเจียน แก้ไข้ ช่วยฟอกเลือด ภายนอกใช้น้ำคั้นจากหัว ทาแก้ฟกช้ำบวม หุงในน้ำมันใช้สมานแผล
          
สมัยก่อนชาวไทยนิยมใช้ผงขมิ้นชันทาตัวหลังอาบน้ำ เพื่อให้ถั่วเหลืองและป้องกันรักษาโรคผิวหนังผื่นคัน นิยมทาตัวสตรี เด็ก และทาศีรษะหลังโกนผม เช่น เด็ก ภิกษุ สามเณร เป็นต้น กล่าวกันเป็นตำนานว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) ชอบเอาขมิ้นมาโขลกทาศีรษะจนเป็นสีเหลืองอยู่เสมอ แม้ในปัจจุบันเมื่อนาคโกนหัวเสร็จยังนิยมทาด้วยขมิ้นอยู่เพื่อรักษาแผลที่เกิดจากมีดโกน เนื่องจากขมิ้นชันมีสารสีเหลืองที่เรียกว่า Curcumin อยู่มากกว่าขมิ้นชนิดอื่น จึงนิยมใช้ขมิ้นชันย้อมสีผ้าเพื่อให้มี  สีเหลือง ย้อมได้ทั้งฝ้าย ไหม และแพร หากผสมกับใบหรือผลมะขามป้อมจะให้สีเขียว สันนิษฐานว่าในสมัยก่อนคงใช้ขมิ้นย้อมจีวรพระภิกษุในพุทธศาสนาด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะพระป่าและพระธุดงค์

น้ำมะนาว
 มะนาว (อังกฤษ: limeเป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง ผลมีรสเปรี้ยวจัด จัดอยู่ในสกุล ส้ม (Citrus) ผลสีเขียว เมื่อสุกจัดจะเป็นสีเหลือง เปลือกบาง ภายในมีเนื้อแบ่งกลีบๆ ชุ่มน้ำมาก นับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย

ลักษณะทั่วไป
ลักษณะของผลมะนาว
ผลมะนาวโดยทั่วไปมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 – 4.5 ซม. ต้นมะนาวเป็นไม้พุ่มเตี้ย สูงเต็มที่ราว เมตร ก้านมีหนามเล็กน้อย มักมีขนดก ใบยาวเรียวเล็กน้อย คล้ายใบส้ม ส่วนดอกสีขาวอมเหลือง ปกติจะมีดอกผลตลอดทั้งปี แต่ในช่วงหน้าหนาว จะออกผลน้อย และมีน้ำน้อย
มะนาวเป็นพืชพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้คนในภูมิภาคนี้รู้จักและใช้ประโยชน์จากมะนาวมาช้านาน น้ำมะนาวนอกจากใช้ปรุงรสเปรี้ยวในอาหารหลายประเภทแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ และน้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศทั่วโลก นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ เสียบไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส
ในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึง 7% แต่กลิ่นไม่ฉุนอย่างมะกรูด น้ำมะนาวจึงมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาทำความสะอาด เครื่องหอม และการบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาล้างจาน ส่วนคุณสมบัติที่สำคัญ ทว่าเพิ่งได้ทราบเมื่อไม่ช้านานมานี้ (ราวคริสต์ศตวรรษที่2) ก็คือ การส่งเสริมโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเคยเป็นปัญหาของนักขายโรตีมาช้านาน ภายหลังได้มีการค้นพบว่าสาเหตุที่มะนาวสามารถช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด เพราะในมะนาวมีไวตามินซีเป็นปริมาณมาก
มะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นสดชื่น เพราะมีส่วนประกอบของสารซิโตรเนลลัล (Citronellal) ซิโครเนลลิล อะซีเตต (Citronellyl Acetate) ไลโมนีน (Limonene) ไลนาลูล (Linalool) เทอร์พีนีออล (Terpeneol) ฯลฯ รวมทั้งมีกรดซิตริค (Citric Acid) กรดมาลิค (Malic Acid) และกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) ซึ่งถือเป็นกรดผลไม้ (AHA : Alpha Hydroxy Acids) กลุ่มหนึ่ง เป็นที่ยอมรับว่าช่วยให้ผิวหน้าที่เสื่อมสภาพหลุดลอกออกไป พร้อมๆ กับช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ช่วยให้รอยด่างดำหรือรอยแผลเป็นจางลง

ชื่อของมะนาว
มะนาวก็เหมือนกับส้มทั้งหลาย ที่มีปัญหาในการจัดหมวดหมู่และแยกแยะทางอนุกรมวิธานสำหรับชื่อวิทยาศาสตร์ที่ค้นเคยของมะนาว ก็คือ Citrus aurantifolia Swingle หรือ "Citrus aurantifolia" ( Christm & Panz ) Swing." แต่ยังมีชื่ออื่นๆ อีก ดังนี้
C. acida Roxb.
C. lima Lunan
C. medica var. ácida Brandis และ
Limonia aurantifolia Christm
สำหรับชื่อสามัญนั้น ในหลายภาษาก็เรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น ในภาษาอังกฤษ เรียก Mexica lime, West Indian limeและ Key limeหรือเรียก lime สั้นๆ ก็ได้ สาเหตุที่มีหลายชื่ออาจเป็นเพราะเป็นพืชต่างถิ่น จึงไม่มีชื่อดั้งเดิมในภาษานั้นๆ ทำให้เกิดการเสนอชื่ออื่นๆ มาหลายชื่อก็เป็นได้ ส่วนในประเทศไทยยังเรียกอีกหลายชื่อ เช่น โกรยชะม้าปะนอเกลปะโหน่งกลยานมะนอเกละมะเน้าด์เล,มะลิ่วส้มมะนาวลีมานีปีห์หมากฟ้า อนึ่ง คำว่า เลมอน (lemon) ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ผลส้มอีกชนิดหนึ่ง ที่หัวท้ายมน ไม่ใช่ผลกลมอย่างมะนาวที่เรารู้จักกันดี สำหรับ มะนาวเทศ (Triphasia trifoliaนั้น เป็นพืชในวงศ์เดียวกัน (Rutaceae) กับมะนาว แต่ต่างสกุล ส่วน มะนาวควาย หรือ ส้มซ่า (Citrus medica Linn. Var. Linetta.เป็นพืชสกุลส้มเช่นเดียวกัน แต่ต่างชนิด (สปีชีส์) กัน ส้มนาวเป็นภาษาใต้ที่ใช้เรียกมะนาว เช่นเดียวกับทางภาคอีสานเรียกผลไม้บางอย่างว่า"บัก"ในการขึ้นต้น เช่นบักม่วงที่หมายถึงมะม่วง คำว่าส้มในภาษาใต้จะใช้เรียกผลไม้บางชนิดที่มีรสเปรี้ยว อย่าง ส้มนาว ส้มขาม เป็นต้น
พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย
1.    มะนาวไข่ ผลกลม หัวท้ายยาว มีสีอ่อนคล้ายไข่เป็ด ขนาด 2-เมตรเปลือกบาง
2.    มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมาก นิยมใช้บริโภคมากกว่าพันธุ์อื่นๆ ในเชิงพาณิชย์จะปลูก มะนาวพันธุ์แป้นรำไพและพันธุ์แป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่าย
3.    มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีเปลือกหนา ทำให้เก็บรักษาผลได้นาน
4.    มะนาวทราย ทรงพุ่มสวยใช้เป็นไม้ประดับ ให้ผลตลอดปีแต่ไม่ค่อยนิยมบริโภค เพราะน้ำมีรสขมเจือปน
มะนาวพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ มะนาวฮิตาชิมะนาวหวานมะนาวปีนังมะนาวโมฬีมะนาวพม่ามะนาวเตี้ย และมะนาวหนัง เป็นต้น (มะนาวบางพันธุ์อาจเรียกได้หลายชื่อ แต่ในที่นี้ไม่ได้สืบค้นเพื่อจำแนกเอาไว้)
สรรพคุณทางยา
มะนาวเป็นผลไม้ที่มีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดซิตริก กรดมาลิค ไวตามินซี จากน้ำมะนาว ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะนาว มีไวตามินเอ และซี ทั้งยังมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในน้ำมะนาวอีกด้วย
มะนาวมีประโยชน์ใช้เป็นยาสมุนไพร ขับเสมหะ แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้อาเจียน เมาเหล้า ขจัดคราบบุหรี่ บำรุงตา บำรุงผิว และยังสามารถมีฤทธิ์ในการกัดด้วยเป็นต้น

น้ำปูนใส

น้ำปูนใส คือ  น้ำที่เราเอาน้ำไปผสมกับปูนแดงที่คนเฒ่าคนแก่ท่านเอาไว้ทานกับหมากนั้นแหละ
ครับ  แล้วปล่อยให้ตกตะกอน แล้วเราก็ใช้น้ำส่วนที่ลอยเหนือปูนที่ตกตะกอนเอามาใช้
ปูนแดง ..... ก่อนจะมาเป็นปูนแดง  ปูนขาว เป็นวัสดุที่ได้จากการเผาหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต) โดยใช้ความร้อนสูง จะได้เป็นปูนสุก (แคลเซียมออกไซด์, CaO) เมื่อเย็นตัวลงแล้วพรมน้ำให้ชุ่ม ปูนสุกจะทำปฏิกิริยากับน้ำได้เป็น แคลเซียมไฮดรอกไซด์ ส่วนที่เป็นผงแห้งได้เป็น ปูนขาว .... ปูนแดง ได้มากจากการผสมปูนขาวกับผงขมิ้น (มาถึงตรงนี้ผมก็ งงๆกับวลีที่ว่า ขมิ้นกับปูน เข้ากันไม่ได้ ) จากนั้นทางปฏิกิริยาเคมี ก็จะเปลี่ยนปูนขาวเป็นสีแดง เลยเรียกว่าปูนแดง จาก  CaO + H2O = Ca(OH)2    ก็คือเอาปูนขาวหรือปูนแดง ผสมกับน้ำ ก็จะได้ สารละลาย แคลเซียมไฮดรอกไชค์ หรือน้ำปูนใสนั่นเอง (คุณสมบัติเป็นด่าง) คุณสมบัติของสารละลายตัวนี้ก็คือ เมื่อจับตัวกับก๊าช คาร์บอนไดอ๊อกไชค์ จะได้ผลึกหินปูนเล็ก ๆจากหลักการนี้เอง  เราทราบว่าในท่อน้ำเลี้ยงของพืชมีก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไชค์อยู่  เมือน้ำพืชเหล่านั้นเช่น  กล้วย ฝักทอง ไปแช่น้ำปูนใส  ก็จะเกิดผลึกหินบูนเล็กๆในท่อน้ำเลี้ยงทำให้อาหารมีความกรอบ  Ca(OH) หรือน้ำปูนใสมีสภาพเป็นด่าง ค่า PH มากกว่า 7 ซึ่งมีค่ามากหรือน้อยขี้นอยู่กับความเข้มข้นของสารละลาย คือ อัตราส่วนของสารละลาย (ปูน) ในตัวละลาย (น้ำ) ซึ่งค่าPH ทีเป็นกลางคือ 7 อันได้แก่ น้ำบริสุทธิ์ (H2o) ระดับค่า PH ที่มนุษย์จะสามารถรับเข้าไปภายในร่างกายและสามารถรับเข้าไปภายในร่างกายและสามารถขับถ่ายออกมาโดยไม่เป็นอันตรายจะอยู่ในช่วงค่า 6
ทที่ 3
อุปกรณ์และวิธีการดำเนินการทดลอง
ตอนที่ 1  การสกัดด้วยตัวทำละลาย

วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
รายการ
ปริมาณ

วัสดุ

1. ผ้าฝ้ายดิบ

2. ผ้าไนลอน

3. ขมิ้นแก่จัด

4. น้ำมะนาว

5. น้ำปูนใส

6. น้ำ




6 ชิ้น

6 ชิ้น

1.5 กิโลกรัม

70 ช้อนช้า หรือ 10 ผล

1 ช้อนชา

1-2 ลิตร

อุปกรณ์

1. ที่คีมผ้า , ตะเกียบ

2. ไม้บรรทัด

3. กรรไกร

4. ดินสอ , ปากกา

5. เครื่องชั่ง

6. ชาม

7. หม้อ

8. แก้วน้ำ



วิธีการทดลอง

1. ย้อมด้วยขมิ้น และน้ำปูนใส
นำขมิ้นมาตำหรือบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำปูนใส แล้วนำด้ายลงแช่ พร้อมทั้งนวดจนเปียก จากนั้นตั้งไฟปานกลางให้เดือดประมาณ 20 นาที หลังจากต้มเสร็จแล้วยกด้ายขึ้นตากแดดจนแห้ง ถ้าต้องการให้สีมีความเข้ม และป้องกันสีตก ให้ใส่ปูนลงไปในน้ำย้อมครั้งที่ อีกเล็กน้อย

2. ย้อมด้วยขมิ้น และน้ำมะนาว
นำหัวขมิ้นล้างน้ำให้สะอาด ตำและคั้นเอาแต่น้ำ กรองด้วยผ้าขาวบางให้เหลือแต่น้ำใสๆ เอาฝ้ายที่ชุบน้ำแล้วบิดให้แห้งนำลงไปแช่ในน้ำสีนั้น นานประมาณ ชั่วโมง หมั่นกลับฝ้ายอยู่เสมอ ถ้าต้องการให้สีติดฝ้ายแน่นควรจะใช้น้ำมะนาวผสมลงไปในสีที่จะย้อมด้วย จะมีสีเหลืองตามต้องการ

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.  พัฒนาทักษะกระบวนคิดอย่างเป็นระบบ และทำให้เกิดความสามัคคีใหม่ในหมู่คณะ

2.  ริเริ่มสร้างสรรค์การนำเอาสีจากธรรมชาติมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์

3.  ใช้เวลาว่างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์